Work-life-intregation

Work-life Integration นิยามใหม่ของชีวิตยุคโควิด – 19

admin

04 Mar 2022 | 1 นาทีอ่าน

Work Life Integration คือ เทรนด์ใหม่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตและการทำงาน ที่มองว่าเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวไม่ได้แยกกันเหมือนกับWork – life Balance และเน้นการหาตรงกลางระหว่างชีวิตและงาน เพื่อความเหมาะสมกับการใช้ชีวิตในยุคโควิดที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราไปตลอดกาล ดังนั้นเราจึงต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวและอยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลงอย่างมีความสุขให้ได้

หลายคนอาจสงสัยว่า Work Life Integration คือ อะไร ? เพราะเมื่อพูดถึงคำว่า Work – life ก็อาจคุ้นเคยกับ Work – life Balance มากกว่า

Work – life Balance เป็นชีวิตในฝันของคนทำงาน แต่ในปัจจุบันที่ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปจากวิกฤตการณ์โควิด – 19 เทคโนโลยีล้ำสมัยมากมายก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะกับการทำงาน เราได้เห็นกันแล้วว่ามีแพลตฟอร์มมากมายที่รองรับการทำงานแบบ New Normal ไม่ว่าจะเป็น Web conference ที่ทำให้เราสามารถติดต่อกันได้อย่างไร้ขอบเขตไม่ว่าจะอยู่มุมไหนเวลาไหนของโลกก็ตาม หรือ Cloud technology ที่ทำลายข้อจำกัดของการร่วมงานระหว่างพนักงานในบริษัท

และเทคโนโลยีพวกนี้นี่เองที่หลอมรวมเวลาส่วนตัวและเวลาทำงานเข้าด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างในชีวิตประจำวัน เวลาว่างที่ไม่ว่าคุณจะพักกินข้าว นอนเฉย ๆ หรือเดินช้อปปิ้งอยู่ คงจะมีบ้างที่คุณยกโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คข้อความจากเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณก็สามารถหยิบงานที่คั่งค้างขึ้นมาทำได้ทุกเวลา

เห็นหรือยังว่าการทำงานเข้าใกล้ชีวิตส่วนตัวมากขึ้นจนแทบจะไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลย  Work – life Balance ที่ทุกคนวาดหวังจึงอาจไม่ตอบโจทย์กับชีวิตยุค New Normal อีกต่อไป เพราะแบบนั้นเราถึงต้องทำความรู้จักกับ Work – life Integration

Work-life Integration คืออะไร? ทำไมถึงต้อง Integration?

Work – life Integration เป็นแนวคิดที่มองว่าชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวไม่สามารถตัดขาดกันได้ ดังนั้นเราต้องมองหาตรงกลางระหว่างการทำงานและเวลาส่วนตัว Work – life Integration จึงอยากให้เราเน้นการจัดสรรเวลาทุกชั่วขณะ ไม่ว่าจะเป็นเวลาพักผ่อนหรือเวลาทำงานให้สามารถเข้ากับไลฟ์สไตล์ของเราที่สุด

พูดง่าย ๆ ก็คือ Work – life Integration มองว่ากิจกรรมทุกอย่างในชีวิตประจำวันนั้นหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวทั้งหมด อยู่ที่จะจัดการยังไงให้ทุกสิ่งที่ทำมีประสิทธิภาพและดีต่อใจที่สุดนั่นเอง

Work – life Integration VS Work – life Balance : อะไรคือความต่าง?

ถึง Work – life Integration และ Work – life Balance จะมีเป้าหมายเดียวกันคือ การใช้ชีวิตและทำงานให้มีความสุขสูงสุด แต่ทั้งสองแนวคิดนี้กลับมีวิธีการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

Work – life Balance ไม่ได้มองว่า “ชีวิต” และ “การทำงาน” เป็นส่วนเดียวกัน ส่วนของชีวิตคือเวลาที่คุณจะใช้ชีวิต ใช้พักผ่อน ทำสิ่งที่อย่างทำ ในขณะที่ส่วนการทำงานคือช่วงเวลาที่คุณใช้ทำงานเท่านั้น ซึ่ง Work – life Balance จะโฟกัสเรื่องความสมดุลของชีวิตและการทำงาน เราจึงต้องแยกเวลาทั้งสองอย่างนี้ออกจากกันให้ได้ แล้วจัดให้สมดุลกันมากที่สุด อย่าให้ส่วนใดส่วนหนึ่งมีมากกว่าอีกส่วนหนึ่ง เพราะถ้าขาดความสมดุลก็เท่ากับคุณจะไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

ส่วน Work – life Integration นั้นเน้นการสร้างตรงกลางระหว่างชีวิตกับการทำงาน อย่างที่บอกไปว่า Work – life Integration มองว่ากิจกรรมทุกอย่างของเราในวันหนึ่ง ๆ เป็นส่วนเดียวกันทั้งหมดตามความหมายของคำว่า Integration ที่แปลว่าการหลอมรวม แนวคิดนี้เลยไม่ได้โฟกัสว่า เวลาไหนคือเวลาทำงาน เวลาไหนคือเวลาส่วนตัว แต่จะสนใจว่า “เวลาไหนคือเวลาที่ดีที่สุดในการทำสิ่งนี้” และ “จะทำออกมายังไงให้มีประสิทธิภาพที่สุดและเรายังมีความสุข” มากกว่าการให้ค่ากับจำนวนชั่วโมงทำงานและชั่วโมงพักผ่อน

ในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป Work – life Balance ยังจำเป็นอยู่ไหม ?

การพยายามใช้ชีวิตทำงานกับชีวิตที่บ้านให้สมดุลกันอย่างลงตัวเป็นเรื่องดี แต่ต้องยอมรับว่ากระแสความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันทำให้เราแยกชีวิตออกจากการทำงานได้ยากมาก ๆ เพราะวิกฤตการณ์โควิด – 19 บีบบังคับให้รูปแบบการทำงานปรับเปลี่ยนไป หลายองค์กรมีนโยบาย Work from home ให้พนักงานทำงานที่บ้านซึ่งเมื่อการอยู่บ้านกับการทำงานมาอยู่รวมกัน เราจะไม่สามารถแยกงานออกจากชีวิตที่บ้านได้เลย เพราะในเมื่อคุณมีอุปกรณ์ที่พร้อมสำหรับการทำงานทุกที่ทุกเวลาอยู่ในมือ แล้วทำไมคุณจะทำงานในเวลาที่เคยใช้พักผ่อนไม่ได้ล่ะ?

ดังนั้นเราจึงควรปรับเปลี่ยนเพื่อหาจุดกึ่งกลางระหว่างชีวิตกับการทำงาน มากกว่าการพยายามแยกเวลาทั้งหมดออกจากกัน Work – life Balance จึงอาจไม่ตอบโจทย์คนทำงานยุคปัจจุบันอีกแล้ว เพราะเมื่อชีวิตและการทำงานของเราใกล้ชิดกันมากขึ้นจนแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกัน Work – life Integration จะเป็นแนวคิดที่ยืดหยุ่น และใช้ได้จริงในสถานการณ์แบบนี้มากกว่า

แต่ถึงแบบนั้น Work – life Integration ก็อาจไม่ได้แทนที่ Work – life Balance ไปทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งที่จะทำให้แนวคิดพวกนี้สำเร็จก็ขึ้นอยู่กับองค์กรด้วย ซึ่งแต่ละองค์กรย่อมมีวัฒนธรรมที่แตกต่างไป บริษัทยุคใหม่หลายแห่งก็ใช้รูปแบบการทำงานใหม่ แต่บางบริษัทก็ยังยึดการทำงานรูปแบบเดิม เช่นกำหนดให้เข้าออกงานเป็นเวลา หรือกำหนดชั่วโมงทำงานอย่างเคร่งครัด ซึ่งอาจไม่เข้ากันกับแนวคิดแบบ Work – life Integration

ทั้งนี้ทั้งนั้น Work – life Integration เป็นแนวคิดที่เหมาะกับชีวิตในยุคโควิดมากที่สุด ต่อจากนี้ไปไม่ใกล้ไม่ไกล เชื่อว่า Work – life Integration จะเป็นกระแสที่จะนิยามชีวิตการทำงานแบบใหม่ได้ดีกว่า Work – life Balance อย่างแน่นอน

4 เทคนิคปรับใช้ Work – life Integration

การจะทำให้ Work – life Integration เป็นจริงได้ นอกจากต้องเริ่มที่ตัวเองแล้ว การให้ความร่วมมือขององค์กรก็สำคัญ เพราะเมื่อวัฒนธรรมองค์กรส่งเสริมให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีประสิทธิภาพของผลงานก็จะดีขึ้นไปด้วยซึ่งเป็นประโยชน์ต่อองค์กรมาก

Talance มองว่าการปรับใช้ Work – life Integration ในองค์กรเป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้ เราจึงมาแนะนำ 4 เทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณใช้ Work – life Integration ร่วมกันภายในองค์กรได้อย่างมีคุณค่า

หวังว่าเทคนิค 4 ข้อของเราจะเป็นแนวทางสำหรับใครหลายคนที่มองหานิยามชีวิตการทำงานแบบใหม่ในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป

มาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

1. ไม่เคร่งครัดกับชั่วโมงทำงานเกินไป (Flexible hours)

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าคนเราแต่ละคนมีนาฬิกาชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนอาจชอบตื่นเช้า ทำงานเช้า เลิกงานกลับไปพักผ่อนตอนค่ำ แต่บางคนอาจจะชอบตื่นสาย ใช้ชีวิตชิล ๆ ในตอนกลางวัน แล้วลุกขึ้นมาลุยงานตอนกลางคืน หรือบางคนชอบทำงานสลับกับหยุดพักเป็นช่วง ๆ แล้วแต่ไลฟ์สไตล์เลยว่าจะชอบแบบไหน เพราะงั้นการกำหนดเวลางานเข้า 8 ออก 4 ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคนเสมอไป Work – life Integration จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่จะทำให้เวลาทำงานสามารถยืดหยุ่นได้มากขึ้น เพราะเราสามารถปรับเวลางานและเวลาพักผ่อนให้เข้ากับชีวิตเราได้ หลายองค์กรก็เริ่มยกเลิกการเข้างานตามเวลาแล้วให้พนักงานจัดการชั่วโมงทำงานกันเองเพื่อที่ว่าพนักงานจะได้ทำงานในเวลาที่เหมาะสมที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุด

ในเมื่อเวลาการทำงานของเรายืดหยุ่น เราก็สามารถหารายได้เพิ่มได้ด้วยนะ เพราะเรากำหนดเวลาการทำงานเองได้ ใครที่กำลังชั่งใจเรื่องการหางานนอกเวลา ก็เข้าไปอ่านดูได้ตรงนี้เลย >> คลิกที่นี่

2. ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศเสมอไป (Remote working)

Remote working หมายถึงการทำงานนอกสถานที่ ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานที่ไม่เน้นให้คนทำงานในออฟฟิศ แต่พนักงานสามารถทำงานจากมุมไหนของโลกก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ร้านกาแฟ Co-working space ต่าง ๆ ขอเพียงแค่ปริมาณและคุณภาพของงานที่ทำอยู่ออกมาดีก็พอแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่าง เข้ามาช่วยให้การสื่อสารของเราง่ายขึ้นมาก เราสามารถทำงาน ประชุม ส่งงาน ทำทุกอย่างได้แบบที่ไม่ต้องเจอหน้า ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ทั้งสะดวกแถมยังประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย Remote working ถึงตอบโจทย์การทำงานและองค์กรสมัยใหม่สุด ๆ

3. จัดหาสวัสดิการให้พนักงานเป็นรายบุคคล (Customizable perk)

สวัสดิการเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้พนักงานได้รับความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต คุณภาพชีวิตที่ดี ย่อมทำให้พนักงานมีความสุข และเมื่อพนักงานมีความสุขประสิทธิภาพในการทำงานก็จะสูงขึ้นเช่นกัน องค์กรจึงควรให้ความสำคัญกับสวัสดิการมาก แต่บางทีการมอบสวัสดิการแบบเดียวกันให้กับพนักงานทุกคนอาจไม่ครอบคลุมกับความต้องการของทุกคน เพราะต่างคนต่างก็มีไลฟ์สไตล์ งานอดิเรก และนิยามของความสุขไม่เหมือนกัน การให้สวัสดิการแบบรายบุคคลโดยเจาะจงไปที่ความต้องการของแต่ละคน เช่น ให้สวัสดิการบุฟเฟต์ฟรีเดือนละครั้งสำหรับสายกิน สวัสดิการฟิตเนสสำหรับคนรักสุขภาพ สวัสดิการเพิ่มวันลาสำหรับสายชิล จะแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของเรา แล้วยังทำให้พนักงานมีความได้สุขมากกว่าด้วย

4. ลงทุนกับการเรียนรู้ใหม่ๆ (Invest in training)

การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีนำพาเทรนด์ใหม่ ๆ เข้ามา เรายิ่งต้องเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองและองค์กรให้ก้าวหน้าไปให้ไกลที่สุด องค์กรจึงควรสนับสนุนการเรียนรู้ให้กับพนักงาน เช่นให้ทุนไปเรียนต่างประเทศ สนับสนุนการอบรมให้คนในองค์กร ส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับพนักงงาน เพื่อที่ในวันหนึ่งคนในองค์กรจะเอาความรู้ที่ได้รับมาช่วยกันพัฒนาให้องค์กรเติบโตได้

ทีนี้เมื่อได้รู้จักกับ Work-life Integration แล้ว ก็ลองคิดดูว่าสิ่งนี้ตอบโจทย์ของคุณหรือเปล่า แล้วถ้าใช่ จะทำยังไงให้ชีวิตมี Work – life Integration

5 1 vote
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

บทความที่เกี่ยวข้อง

Gig Economy ทิศทางใหม่ของตลาดแรงงานที่บริษัทควรทำความเข้าใจ

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า Gig Economy มาหลากหลายช่องทางตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังโควิด-19 ที่ตลา

admin

09 Jun 2022 | 1 นาทีอ่าน

มนุษย์เงินเดือน ควรทำอย่างไรเมื่อเทรนด์การทำงานเปลี่ยนไป!

มนุษย์เงินเดือน หลาย ๆ คนในที่นี้อาจตั้งข้อสงสัยกับตัวเองว่าเราสามารถทำงานอื่นนอกเหนือจากงานที่ทำประจำอยู่ตอนนี้ได้รึเปล