How to ตั้ง OKR ให้มีประสิทธิภาพสำหรับชาว Dev

Jo

06 Jan 2023 | 1 นาทีอ่าน

เมื่อไม่นานมานี้บริษัทหรือองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศได้หันมาใช้วิธีการวัดผลด้วย Objective and Key Results (OKR) แทน แม้ว่าคนส่วนใหญ่มักจะคุ้นชินกับคำว่า Key Performance Indicator (KPI) มากกว่าเนื่องจากเป็นดัชนีที่ใช้วัดผลการทำงานมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่เคยสงสัยไหมว่าทำไม OKR ถึงถูกนำมาปรับใช้ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันองค์กรชั้นนำส่วนใหญ่เริ่มเข้ามาใส่ใจถึงการปรับปรุงและทบทวนเนื้องานให้ถี่มากขึ้นจากรายปีสู่รายไตรมาสหรือรายเดือนสิ่งนี้ทำให้องค์กรชั้นนำเริ่มมองข้ามการวัดผลแบบ KPI ไปสู่การวัดผลแบบ OKR เพื่อกระตุ้นความเข้าใจและแนวทางความสำเร็จ

OKR คืออะไร

Objective and Key Results หรือ OKR คือวิธีการตั้งเป้าหมายของแต่ละคนให้มีเป้าหมายสอดคล้องกันทั้งองค์กร โดยวิธีการวัดผลด้วย OKR จะทำให้ทุกคนทราบถึงวิธีการทำงานให้บรรลุเป้าหมายย่อยและหลักในทิศทางเดียวกันมากยิ่งขึ้น พร้อมทำให้องค์กรก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้วิธีการตั้งเป้าหมาย OKR กับ Developer อาจเป็นการวางกรอบการทำงานเพื่อเป็นแผนงานที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนพร้อมนำไปปรับใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ โดยองค์กรชั้นนำอย่าง Google, LinkedIn และ Intel ได้เลือกใช้เพื่อพัฒนาองค์กร

“Developer อาจมี Feedback ทุกครั้งหลังจากทำงานในแต่ละวันหรือแต่ละขั้นตอนสำเร็จเพื่อให้แน่ใจว่ามาถูกทาง”

How to เขียน OKRs สำหรับ Developers

ความแตกต่างระหว่าง OKR กับ Project Management

เมื่อ OKR เปรียบเสมือนการตั้งเป้าหมายของแต่ละคนสำหรับการทำงานแล้ว OKR กับ Project Management นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร สิ่งนี้คงเป็นสิ่งที่หลายคนมักคิดและสงสัยอยู่ภายในใจว่าทำไมเราถึงไม่สามารถเรียกแทน OKR ว่าเป็น Project Management ได้

หากให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน หากคุณเปรียบ OKRs เป็นกรอบการกำหนดเป้าหมายเพื่อช่วยให้องค์กรหรือทีมเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติได้ซึ่งเป็นการตั้งผลลัพธ์ที่ต้องการก่อนตั้งวิธีการบรรลุเป้าหมาย ส่วน Project Management ก็เสมือนการจัดการโครงสร้าง วิธีการดำเนินการ และกระบวนการที่ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไปซึ่งมองถึงวิธีการก่อนจะเกิดผลลัพธ์สุดท้าย

ยกตัวอย่าง OKR เมื่อวัตถุประสงค์คือสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าของ Developer

  1. ส่งอีเมล “ยินดีต้อนรับ” ให้กับลูกค้าของ Developer ทั้งหมด
  2. ส่งแบบสำรวจความพึงพอใจในโปรเจกต์ที่ได้รับ
  3. เตรียมวิดิโอสาธิตการใช้งานอย่างง่ายให้กับลูกค้า

ยกตัวอย่าง Project Management เมื่อวัตถุประสงค์คือสร้างความพึงพอใจให้กับ Developer

  1. ลดเวลาการส่งมอบโปรเจกต์ลง 3 วันโดยเฉลี่ย
  2. ปรับช่วงเวลา Maintain ระบบจาก 2 ปีเป็น 1 ปี
  3. ฝ่ายสนับสนุนลูกค้าต้องคอยแก้ไขปัญหาให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมงจาก 48 ชั่วโมง

ดังนั้นจงอย่าสับสนระหว่าง OKRs และ Project Management เป็นอันขาดเนื่องจากทั้งสองอย่างนั้นแม้จะเป็นหนึ่งในวิธีการวัดผลลัพธ์เหมือนกันแต่วิธีการดำเนินการนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เลือก Area ที่จะ Focus

ขั้นตอนต่อไปคือเลือกโฟกัสส่วนประกอบของโปรเจกต์ให้ถูกต้อง ซึ่งบางครั้งในแต่ละองค์กรหรือทีมอาจความสนใจการพัฒนาส่วนประกอบต่าง ๆ ทั้งนี้ Talance ขอยกตัวอย่างการเลือกโฟกัส OKR ในแต่ละส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่

  • Reliability : ตรวจสอบให้แน่ใจว่าบริการทำงานได้ตามที่คาดหวังไว้เสมอ
  • Usability : ปรับปรุงฟีเจอร์ที่มีอยู่ให้สดใหม่ตลอดเวลาพร้อมทำให้แพลตฟอร์มใช้งานง่าย
  • Functionality : มอบความสามารถในการทำงานใหม่ ๆ ให้กับระบบหรือแพลตฟอร์ม
  • Security : ปรับปรุงความปลอดภัยที่มีอยู่และเพิ่มระบบความปลอดภัยใหม่ ๆ อยู่เสมอ
  • Performance : ตรวจสอบให้แน่ใจว่าแอปพลิเคชันตอบสนองต่อผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี
  • Dev speed : ขยายทีมเพื่อการทำงานที่เร็วยิ่งขึ้น

เริ่มเขียนแผน OKR ของคุณ

เมื่อคุณโฟกัสส่วนประกอบของโปรเจกต์ให้ชัดเจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งสุดท้ายที่คุณจำเป็นต้องทำนั่นก็คือการเขียน OKR ของตัวเองขึ้นมา ทั้งนี้คุณอาจใช้ตัวอย่างจากหัวข้อด้านล่างเพื่อเป็นไกด์ไลน์สำหรับการเขียน OKR ในองค์กรหรือทีมคุณก็ได้

ตัวอย่างการตั้ง OKR สำหรับ Developers

Talance ขอนำเสนอตัวอย่างการตั้งเป้าหมาย OKR สำหรับ Developer เพื่อเป็นแนวทางให้กับบริษัทหรืองค์กรนำไปปรับใช้ได้ตามต้องการ โดยสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับองค์กรของคุณได้อย่างเต็มที่

OKRs : วางแผนเพื่อเปิดตัวแอปพลิเคชันมือถือใหม่

เป้าหมาย : เปิดตัว MVP แอปมือถือใหม่

ผลลัพธ์ 1 : รับ user ใหม่ 100 คนต่อวัน

ผลลัพธ์ 2 : ได้คะแนน NPS มากกว่า 30 คะแนน

ผลลัพธ์ 3 : สามารถรักษาผู้ใช้งานที่ใช้งานเกิน 1 เดือนได้เกิน 60%

OKRs : วางแผนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน

เป้าหมาย : ปรับเปลี่ยนโครงสร้างประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน

ผลลัพธ์ 1 : เพิ่ม Apdex จาก 0.7 เป็น 0.98

ผลลัพธ์ 2 : ลด Crash Free Session จาก 75% เป็น 95%

ผลลัพธ์ 3 : ลดเวลา Page Load Time ให้ต่ำกว่า 0.2 วินาที

OKRs : วางแผนเพื่อปรับปรุงความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้น

เป้าหมาย : ปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยในระบบให้ยอดเยี่ยม

ผลลัพธ์ 1 : นโยบายของเราครอบคลุม 100% ของข้อกำหนด ISO 27001

ผลลัพธ์ 2 : ลูกค้าแจ้งปัญหาด้านความปลอดภัยต่ำกว่า 3% ของจำนวนทั้งหมด

ผลลัพธ์ 3 : มีระบบหลังบ้านคอยบริการตลอด 24 ชั่วโมง

OKRs : วางแผนเพื่อโยกย้ายภาษาคอมพิวเตอร์เก่าไปสู่ภาษาคอมพิวเตอร์ใหม่

เป้าหมาย : เปลี่ยนโค้ดจาก JS สู่ Typescript ได้อย่างราบรื่น

ผลลัพธ์ 1 : 75% ของ JS จะถูกเปลี่ยนเป็น Typescript ภายใน 15 วัน

ผลลัพธ์ 2 : ลดการใช้ any type ลง 30%

ผลลัพธ์ 3 : 80% ของนักพัฒนาในทีมต้องมีความเข้าใจ Typescript ภายใน 1-2 เดือน

ติดตามผลลัพธ์ OKR ที่ได้วางแผนไว้

แม้ว่าคุณจะเขียนหรือวางแผน OKR มาดีมากแค่ไหนแต่หากว่าคุณไม่ได้ติดตามผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่วางแผนมาก็จะสูญเปล่าหรือค่อย ๆ เลือนหายไป

ดังนั้นอย่าลืมที่จะคอยติดตามผลลัพธ์เป็นช่วง ๆ หลังจากที่ตั้ง OKR เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ยังมีเครื่องมือต่าง ๆ มากมายที่รองรับการติดตามผลไม่ว่าจะเป็น Slack, Discord, Microsoft Team, Asana, Trello, Tability และอื่น ๆ อีกมากมาย

“ยิ่งทีมมีการอภิปรายเกี่ยวกับ OKR ในแต่ละสัปดาห์ได้ง่ายเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งทำงานได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น”

รูปภาพการใช้งาน Tability บน Slack

มีวิธีอื่นในการตั้ง OKR อีกไหม?

เมื่อคุณมีวัตถุประสงค์สำหรับการตั้ง OKR แล้ว ก็ถึงเวลามองหาผลลัพธ์ที่คุณกำลังมองหาและตั้ง OKR ตามผลลัพธ์ที่ต้องการ

หากให้ถามว่ามีวิธีอื่นในการตั้ง OKR อีกหรือไม่ อย่าลืมว่าเป้าหมายของการวางแผนนั้นคือการที่ทุกคนมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์เดียวกันแม้จะมีวิธีการที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณควรตั้ง OKR ให้สอดคล้องกับทีมทุกครั้ง

สรุป

การวางแผนด้วย OKR เป็นหนึ่งในวิธีการตั้งเป้าหมายให้องค์กรและทีมไปในทิศทางเดียวกันเพื่อผลลัพธ์เดียวกันซึ่งจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และวิสัยทัศน์ให้กับองค์กรของคุณอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

อย่างไรก็ตามบางองค์กรไม่สามารถนำ OKR ไปใช้ได้เนื่องจากขาดความเข้าใจระหว่างทีมเกี่ยวกับ OKR ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทีมเกิดความล้มเหลว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

บทความที่เกี่ยวข้อง

UX,UI Tips to Reduce Users’ Cognitive Overload and Burnout 

UX/UI Designer หรือนักออกแบบเว็บไซต์ เป็นอีกหนึ่งในสายงาน Tech ที่ท้าทายความสามารถของนักออกแบบ และมีความกดดันในเรื่องการ

Jo

18 Jan 2023 | 1 นาทีอ่าน

ทำงานเสริมนอกเวลา ผิดกฎหมายไหม?

มีคำถามมากมายที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างต่อเนื่อง โดยคำถามยอดฮิตหลังเผชิญหน้

admin

11 Oct 2022 | 1 นาทีอ่าน

7 ข้อผิดพลาดในการเป็นฟรีแลนซ์ ที่ทำให้เราไม่ก้าวหน้าเสียที

ข้อผิดพลาดในการเป็นฟรีแลนซ์ คืออะไร ? แล้วทำไมคนเป็นฟรีแลนซ์ควรให้ความสำคัญ ? เมื่อพูดถึงการทำงานฟรีแลนซ์ ภาพลักษณ์อันดั