Recruitment Agency คืออะไร

บริษัทจัดหางาน (Recruitment Agency) คืออะไร?

Jo

09 Jul 2024 | 1 นาทีอ่าน

การหาพนักงานที่มีคุณภาพไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลานาน และมีการแข่งขันสูงมาก ถ้าคุณกำลังเจอปัญหานี้อยู่ Recruitment Agency คือทางเลือกที่ช่วยคุณได้!

การค้นหาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และตรงกับความต้องการขององค์กรเป็นเรื่องสำคัญในธุรกิจทุกประเภท แต่ก็เป็นงานที่ท้าทายสำหรับหลายบริษัท เนื่องจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เช่น การแข่งขันในตลาดแรงงาน และความต้องการบุคลากรที่มากขึ้น การใช้บริการของ Recruitment Agency (หรือบริการจัดหาบุคคล) จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับองค์กรที่ต้องการพนักงานที่มีคุณภาพ และตรงกับความต้องการ

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Insight ของ Recruitment Agency ที่เมื่อคุณอ่านจบแล้วจะเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมการใช้บริการ Recruitment Agency ถึงเป็นสิ่งที่หลาย ๆ องค์กรมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า จะมีอะไรกันบ้าง ไปดูกันเลย

การหาพนักงานที่มีคุณภาพทำไมถึงเป็นเรื่องท้าทาย?

ก่อนอื่น หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมการหาพนักงานที่มีคุณภาพถึงเป็นเรื่องท้าทาย ปัจจัยหนึ่งก็คือการแข่งขันในตลาดแรงงานปัจจุบันที่สูงมาก ทำให้การหาพนักงานที่มีคุณภาพเป็นเรื่องยากขึ้น การหาบุคลากรที่มีคุณภาพเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ต้องมีการตรวจสอบและคัดเลือกผู้สมัครหลายรอบ เพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลนั้นเหมาะสมกับตำแหน่งงานและวัฒนธรรมขององค์กร

จากข้อมูลของ Glassdoor พบว่า 75% ของผู้จัดการการจ้างงานกล่าวว่าการหาผู้สมัครที่มีคุณภาพเป็นความท้าทายอันดับหนึ่งของพวกเขา นอกจากนี้ รายงานของ CareerBuilder ยังชี้ให้เห็นว่า 68% ของผู้ประกอบการไม่สามารถเติมเต็มตำแหน่งงานที่ว่างในองค์กรได้ตามช่วงเวลากำหนด เพราะพวกเขาไม่สามารถหาผู้สมัครที่มีคุณภาพเพียงพอ

การแข่งขันนี้ทำให้บุคลากรที่มีคุณภาพถูกชิงตัวไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้องค์กรหลายแห่งตัดสินใจเลือกใช้บริการจัดหาบุคคล (Recruitment Agency) เพื่อให้การสรรหาบุคลากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในวันนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักและเข้าใจกับหลักการการทำงานของวงการนี้ด้วยกัน 

Recruitment Agency คืออะไร?

หากคุณคิดว่าวงการ Recruitment Agency มีหน้าที่เพียงแค่หา Resume มาเยอะ ๆ แล้วส่งให้ทางลูกค้า อาจกำลังเข้าใจผิดอยู่ ทาง Talance ได้มีเขียนบทความเกี่ยวกับ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Recruitment Agency สามารถลองแวะไปอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ บล็อกนี้ 

และถ้าคุณอยากทำเข้าใจ Recruitment Agency แบบละเอียด วันนี้ Talance จะพาทำความรู้จักกับ Recruitment Agency ว่าคืออะไร ทำหน้าที่อะไร มีกี่ประเภท รวมถึงเข้าใจถึงกระบวนการทำงาน ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับ รูปแบบการจ่ายเงิน และแนวทางการเลือก Recruitment Agency ให้เหมาะสม ตามอ่านต่อด้านล่างได้เลย

ประเภทของ Recruitment Agency

การเลือกเอเจนซี่จัดหางานที่เหมาะสมกับตำแหน่งงาน และลักษณะงานที่องค์กรต้องการเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ได้บุคลากรที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด ในไทยนั้น เอเจนซี่จัดหางานแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

1. General Recruitment Agency

เอเจนซี่ประเภทนี้ให้บริการสรรหาบุคลากรสำหรับพนักงานประจำ เหมาะสำหรับองค์กรที่กำลังมองหาพนักงานประจำเพื่อเข้ามาเติมเต็มในตำแหน่งต่าง ๆ ภายในองค์กร เอเจนซี่นี้จะช่วยให้การสรรหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

2. Staffing Recruitment Agency

เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการจ้างงานชั่วคราว หรือพนักงานสัญญาจ้าง (contract) เป็นหลัก เอเจนซี่ประเภทนี้เน้นการสรรหาลูกจ้างชั่วคราวที่มีระยะเวลาการทำงานตั้งแต่ 3 เดือนถึง 1 ปี รวมถึงให้บริการในรูปแบบจัดจ้าง (outsource) โดยดูแลตั้งแต่การสรรหา การจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการ ไปจนถึงการรับพนักงานเป็นพนักงานของเอเจนซี่เองเพื่อช่วยลดภาระด้านทรัพยากรบุคคลและเพิ่มความคล่องตัวให้กับองค์กร

3. Head Hunting Agency

สำหรับการสรรหาพนักงานในตำแหน่งระดับสูง หรือผู้บริหาร เอเจนซี่ประเภทนี้จะมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ โดยมี head hunter ที่มีความสามารถในการค้นหาผู้สมัครที่มีคุณภาพและมีความเหมาะสมกับตำแหน่งสำคัญในองค์กร เอเจนซี่นี้จะทำให้การสรรหาผู้บริหารระดับสูงเป็นเรื่องง่ายและตรงตามความต้องการองค์กร

4. Industrial Speciality Agency

เอเจนซี่ประเภทนี้จะเน้นการสรรหาบุคลากรเฉพาะในบางสายงานที่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น สายงานเทคโนโลยีและไอที (Tech & IT) หรือสายงานที่ต้องใช้ความสามารถทางภาษาเฉพาะ เช่น ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางและความรู้ความสามารถในสายงานเฉพาะ

การเลือกเอเจนซี่ที่ตรงกับประเภทธุรกิจและความต้องการขององค์กรจะช่วยให้กระบวนการสรรหาบุคลากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยลดภาระในการสรรหา และคัดเลือกบุคลากรภายในองค์กร ทำให้สามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาธุรกิจได้อย่างเต็มที่

หน้าที่ของ Recruitment Agency

  1. ค้นหาและคัดกรองผู้สมัครที่มีคุณภาพ

Recruitment Agency มีฐานข้อมูลและเครือข่ายที่กว้างขวาง ทำให้พวกเขาสามารถค้นหาและคัดกรองผู้สมัครที่มีคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขาจะตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครเบื้องต้นเพื่อให้แน่ใจว่าผู้สมัครมีความเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่เปิดรับ ดังนั้น คุณสามารถมั่นใจได้เลยว่าจะได้บุคลากรที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับองค์กรของคุณอย่างแน่นอน

  1. ประชาสัมพันธ์และโฆษณาตำแหน่งงาน

Recruitment Agency จะทำการประกาศและประชาสัมพันธ์ตำแหน่งงานที่เปิดรับผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย และเครือข่ายของบริษัทเอง เพื่อดึงดูดผู้สมัครที่มีความสามารถ การใช้ช่องทางที่หลากหลายช่วยให้สามารถหาบุคลากรได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  1. จัดการกระบวนการสัมภาษณ์

Recruitment Agency ช่วยจัดการกระบวนการสัมภาษณ์ทั้งในด้านการนัดหมายและการเตรียมการสัมภาษณ์ รวมถึงการประเมินผู้สมัครในขั้นตอนแรก ก่อนที่จะส่งต่อให้กับองค์กรเพื่อสัมภาษณ์เพิ่มเติม กระบวนการนี้ช่วยประหยัดเวลาและทรัพยากรขององค์กรในการหาคนที่เหมาะสมกับตำแหน่งงาน

  1. ให้คำแนะนำด้านทรัพยากรบุคคล

Recruitment Agency สามารถให้คำแนะนำด้านทรัพยากรบุคคลและการจัดการบุคลากร เช่น การวางแผนการจ้างงาน การจัดการสัญญาจ้าง และการปรับปรุงกระบวนการสรรหา เพื่อให้เหมาะสมกับแนวโน้มตลาดและความต้องการขององค์กร ทำให้องค์กรพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

กระบวนการทำงานของ Recruitment Agency

ในการหาผู้สมัครที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งงานในองค์กร การทำงานของ Recruitment Agency มักมีขั้นตอนดังนี้

  1. การทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า (Client Briefing)

Recruitment Agency จะนัดหมายกับลูกค้าเพื่อเข้าใจรายละเอียดงาน ตำแหน่ง ความรับผิดชอบ คุณสมบัติ และวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องการอย่างละเอียด

  1. การหาผู้สมัคร (Sourcing Candidates)

Recruitment Agency ใช้ฐานข้อมูลผู้สมัครที่กว้างขวาง พร้อมทั้งประกาศตำแหน่งงานผ่านเว็บไซต์ job board โซเชียลมีเดีย และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อค้นหาผู้สมัครที่เหมาะสมอย่างรวดเร็ว

  1. การคัดเลือกผู้สมัคร (Screening Candidates)

หลังจากได้ผู้สมัครที่สนใจแล้ว ทาง Recruitment Agency จะตรวจสอบประวัติการทำงานของผู้สมัครผ่านเรซูเม่และโปรไฟล์บน LinkedIn รวมถึงนัดสัมภาษณ์เบื้องต้นเพื่อประเมินคุณสมบัติและความเหมาะสม

  1. การสัมภาษณ์และประเมินผล (Interviewing and Evaluation)

Recruitment Agency จะสัมภาษณ์อย่างละเอียดเพื่อประเมินทักษะทางเทคนิค ความสามารถในการทำงาน และทัศนคติของผู้สมัคร นอกจากนี้ยังอาจมีการทดสอบทักษะเฉพาะทาง เช่น การเขียนโปรแกรมหรือการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้แน่ใจว่าผู้สมัครมีคุณภาพและตรงตามความต้องการขององค์กร

  1. การนำเสนอผู้สมัครให้กับลูกค้า (Presenting Candidates to Clients)

หากผู้สมัครผ่านการสัมภาษณ์เบื้องต้นกับ Recruitment Agency จะมีการจัดทำรายงานผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือก พร้อมข้อมูลสำคัญ เช่น ประวัติการทำงาน ทักษะ และผลการสัมภาษณ์ นอกจากนี้ยังช่วยนัดหมายการสัมภาษณ์ผู้สมัครกับลูกค้า 

  1. การติดตามผลและการเจรจาสัญญา (Follow-Up and Contract Negotiation)

Recruitment Agency จะติดตามผลการสัมภาษณ์กับลูกค้าและผู้สมัคร รวมถึงช่วยเจรจาเรื่องเงินเดือนและเงื่อนไขการทำงาน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจและการทำงานในองค์กรมีประสิทธิภาพและไม่เกิดปัญหาในภายหลัง

  1. การบริการหลังการจ้างงาน (Post-Hire Services)

ขั้นตอนสุดท้าย หลังจากการจ้างงาน Recruitment Agency จะติดตามผลการทำงานของผู้ที่ถูกจ้าง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้สมัครสามารถปรับตัวเข้ากับองค์กรได้ดี นอกจากนี้ยังให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะและความก้าวหน้าในสายงานแก่ผู้สมัคร 

เหตุผลที่ควรใช้บริการ Recruitment Agency

การทำงานร่วมกับบริษัทจัดหางานมีประโยชน์มากมายสำหรับธุรกิจทุกขนาด โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMBs) ที่อาจไม่มีทีม HR ที่มีความเชี่ยวชาญหรือทรัพยากรที่เพียงพอในการตามหาผู้สมัครที่มีคุณภาพ หลายองค์กรเลือกใช้บริการบริษัทจัดหางานในการสรรหาพนักงานด้วยเหตุผลหลักๆ ดังนี้

  1. ความเชี่ยวชาญในกระบวนการจ้างงาน

บริษัทจัดหางานมีความเชี่ยวชาญในการสรรหาและคัดเลือกบุคลากร เพราะพวกเขามีเครือข่ายและฐานข้อมูลของผู้สมัครที่กว้างขวาง และมีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ช่วยในการค้นหา คัดกรอง และสัมภาษณ์ผู้สมัครที่ทันสมัยทำให้การค้นหาและคัดกรองผู้สมัครที่มีคุณภาพเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและตรงตามความต้องการขององค์กร  โดยธุรกิจของคุณไม่ต้องลงทุนในซอฟต์แวร์หรือแพลตฟอร์มที่มีค่าใช้จ่ายสูง 

  1. ลดภาระงานในการคัดกรองผู้สมัคร

การค้นหาและคัดกรองผู้สมัครเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและใช้เวลามาก ซึ่งการใช้บริการ Recruitment Agency จะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย

  1. เพิ่มโอกาสในการได้ผู้สมัครที่เหมาะสม

บริษัทจัดหางานช่วยลดความเสี่ยงในการหาผู้สมัครที่ไม่เหมาะสมได้โดยการประเมินทักษะ ประสบการณ์ และความเหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กรของผู้สมัครอย่างละเอียด นอกจากนี้ยังช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาด้านกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้ผู้สมัครที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการขององค์กร โดยไม่เพิ่มภาระให้พนักงานภายในและทำให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ

รูปแบบการเก็บเงินของบริษัทจัดหางาน (Recruitment Agency)

การทำความเข้าใจรูปแบบการเก็บเงินของบริษัทจัดหางานเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้คุณสามารถวางแผนงบประมาณและทำความเข้าใจกระบวนการสรรหาได้อย่างถูกต้อง การทราบรูปแบบการจ่ายเงินที่แตกต่างกันจะช่วยให้องค์กรสามารถเลือกใช้บริการที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณได้ดีที่สุด ในหัวข้อนี้จะอธิบายรูปแบบการเก็บเงินที่นิยมใช้กันในปัจจุบันทั้ง 3 รูปแบบได้แก่ Contingency, Retained Fee, และ Temporary Staffing พร้อมตัวอย่างการคำนวณค่าใช้จ่ายในแต่ละรูปแบบ แต่ละแบบเป็นอย่างไร มาดูกันเลย

รูปแบบ Contingency

ในรูปแบบ Contingency บริษัทจัดหางานจะไม่ได้รับการชำระเงินจนกว่าจะหาพนักงานให้กับบริษัทสำเร็จ ค่าคอมมิชชั่นจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนปีแรกของพนักงาน ซึ่งอยู่ในช่วง 15% – 25%

การจ่ายเงินในรูปแบบ Contingency

การจ่ายค่าคอมมิชชั่นจะเกิดขึ้นเมื่อผู้สรรหาหาพนักงานได้สำเร็จ ซึ่งหมายความว่าผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกจะเริ่มงานในตำแหน่งที่เปิดรับ โดยกระบวนการโดยทั่วไปจะประกอบด้วย

 

  1. การคัดเลือกและนำเสนอผู้สมัคร: บริษัทจัดหางานคัดเลือกและนำเสนอผู้สมัครที่ตรงกับความต้องการของบริษัทคุณ
  2. การสัมภาษณ์: บริษัทของคุณสัมภาษณ์ผู้สมัครที่ได้รับการนำเสนอ หากผู้สมัครผ่านการสัมภาษณ์และมีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการ ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป
  3. การยื่นข้อเสนอ: บริษัทของคุณยื่นข้อเสนอในการทำงาน (เช่น เงินเดือนและสวัสดิการ) ให้กับผู้สมัคร
  4. การเริ่มงาน: ผู้สมัครที่ตกลงรับข้อเสนอจะเริ่มงานกับบริษัทของคุณ

เมื่อพนักงานเริ่มงานในวันแรก บริษัทของคุณจะต้องชำระค่าคอมมิชชั่นตามที่ตกลงกับบริษัทจัดหางาน ค่าคอมมิชชั่นจะคำนวณตามเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนปีแรกของพนักงาน

ตัวอย่าง: หากจ้างพนักงานที่มีเงินเดือนปีแรก 1,000,000 บาท และค่าคอมมิชชั่นอยู่ที่ 20% บริษัทจะต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่น 200,000 บาท

รูปแบบ Retained Fee

ในรูปแบบ Retained Fee บริษัทต้องจ่ายค่าธรรมเนียมล่วงหน้าเพื่อเป็นการจองเวลาหรือทรัพยากรของพวกเขาในการหาผู้สมัครที่เหมาะสมให้กับตำแหน่งที่เปิดรับ การจ่ายเงินล่วงหน้านี้ช่วยให้บริษัทจัดหางานสามารถทุ่มเทเวลาและทรัพยากรในการค้นหาผู้สมัครที่มีคุณภาพสูงและตรงกับความต้องการของบริษัทของคุณมากที่สุด ค่าธรรมเนียมจะถูกจ่ายเป็นงวด ๆ ตลอดกระบวนการสรรหา ซึ่งค่าธรรมเนียมนี้จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนปีแรกของพนักงานที่ถูกจ้างงาน โดยมักจะสูงกว่าโครงสร้างค่าธรรมเนียมแบบ Contingency เนื่องจากมักใช้สำหรับตำแหน่งที่หายากหรือระดับผู้บริหาร

การจ่ายเงินในรูปแบบ Retained Fee

การจ่ายเงินในรูปแบบนี้จะเกิดขึ้นในสามขั้นตอนหลัก ดังนี้

  1. จ่ายล่วงหน้า: การจ่ายเงินล่วงหน้าเป็นการรับประกันว่าบริษัทจัดหางานจะจัดสรรเวลาและทรัพยากรอย่างเหมาะสมเพื่อให้กระบวนการสรรหามีประสิทธิภาพสูงสุด และทำให้บริษัทของคุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการที่ดีที่สุดในการหาผู้สมัครที่เหมาะสมกับตำแหน่งที่เปิดรับ
  2. เมื่อส่งรายชื่อผู้สมัครที่เหมาะสม: เมื่อบริษัทจัดหางานนำเสนอผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการ
  3. เมื่อการจ้างงานสำเร็จ: เมื่อผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกเริ่มงานในตำแหน่งที่เปิดรับ

ตัวอย่าง: สมมติว่าจ้างพนักงานที่มีเงินเดือนปีแรก 1,000,000 บาท และค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 25% ของเงินเดือนปีแรก ค่าธรรมเนียมทั้งหมดคือ 250,000 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็น 3 ส่วน ดังนี้

  • ส่วนที่ 1: จ่ายล่วงหน้า 50,000 บาท
  • ส่วนที่ 2: จ่ายเมื่อส่งรายชื่อผู้สมัครที่เหมาะสม 100,000 บาท
  • ส่วนที่ 3: จ่ายเมื่อการจ้างงานสำเร็จ 100,000 บาท

Temporary Staffing

บริษัทจัดหางานจะจัดการเงินเดือนในฐานะนายจ้างชั่วคราว และได้รับค่าบริการจากอัตราการเรียกเก็บ หากผู้สมัครปรับตำแหน่งเป็นพนักงานประจำ จะมีค่าธรรมเนียมการแปลงสภาพ อัตราค่าบริการทั่วไปขึ้นอยู่กับโมเดลธุรกิจของบริษัทจัดหางาน

  • การจัดหาพนักงานแบบตรง (Direct Hire): ค่าบริการตั้งแต่ 15% ถึง 30% ของเงินเดือนพื้นฐานในปีแรกของพนักงาน
  • การจัดหาพนักงานชั่วคราว (Contractor): ค่าบริการเพิ่มจากอัตรารายชั่วโมงของพนักงานชั่วคราวอยู่ที่ 40% ถึง 45%

การจ่ายเงินในรูปแบบ Temporary Staffing

ค่าบริการรายเดือน:

  • อัตราการเรียกเก็บ: บริษัทจัดหางานจะคิดค่าบริการเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนพนักงานชั่วคราว ตัวอย่างเช่น หากพนักงานมีเงินเดือน 50,000 บาท และค่าบริการอยู่ที่ 20% ค่าบริการจะเป็น 10,000 บาทต่อเดือน
  • การจ่ายเงิน: บริษัทของคุณจะต้องจ่ายค่าบริการนี้ทุกเดือนตามระยะเวลาที่พนักงานชั่วคราวทำงาน 

ค่าธรรมเนียมการแปลงสภาพ:

  • กรณีที่พนักงานชั่วคราวเปลี่ยนตำแหน่งเป็นพนักงานประจำ: หากพนักงานชั่วคราวที่จ้างผ่านบริษัทจัดหางานตกลงเข้ารับทำงานในตำแหน่งพนักงานประจำในบริษัทของคุณ จะมีค่าธรรมเนียมการแปลงสภาพ โดยทั่วไปจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนปีแรกของพนักงาน ซึ่งอัตรานี้อาจแตกต่างกันไปตามแต่ละบริษัทจัดหางาน
  • ตัวอย่างการคำนวณ: หากพนักงานมีเงินเดือนปีแรก 600,000 บาท และค่าธรรมเนียมการแปลงสภาพอยู่ที่ 15% บริษัทของคุณจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 90,000 บาท

การทำความเข้าใจรูปแบบการเก็บเงินเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถเลือกใช้บริการที่ตรงกับความต้องการและงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เลือก Recruitment Agency ยังไงให้เหมาะสมกับองค์กร

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลาย ๆ คนอาจเคยสงสัยไหมว่าทำไมหลาย ๆ องค์กรถึงเลือกที่จะไว้วางใจ Recruitment Agency ในการค้นหาพนักงาน? ทั้ง ๆ ที่ในองค์กรเองก็มี HR อยู่แล้ว นี่คือปัจจัยสำคัญที่องค์กรพิจารณาเมื่อต้องเลือกเอเจนซี่

  1. องค์กรควรกำหนดคุณสมบัติที่ต้องการของผู้สมัครอย่างชัดเจน

อย่างแรก องค์กรควรกำหนดคุณสมบัติที่ต้องการของผู้สมัครอย่างชัดเจน รวมถึงทักษะ ประสบการณ์ และคุณวุฒิที่จำเป็น การที่องค์กรมีความเข้าใจและกำหนดความต้องการได้ชัดเจน จะช่วยให้เอเจนซี่สามารถค้นหาและนำเสนอผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุดได้

  1. องค์กรควรเลือกเอเจนซี่ที่มีความเชี่ยวชาญ

อย่างที่สอง องค์กรควรเลือกเอเจนซี่ที่มีความเชี่ยวชาญ การเลือกเอเจนซี่ที่มีความเชี่ยวชาญตรงกับอุตสาหกรรมขององค์กรจะช่วยให้กระบวนการค้นหาพนักงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเอเจนซี่ที่มีความเชี่ยวชาญจะมีความเข้าใจในความต้องการและปัญหาเฉพาะของอุตสาหกรรมนั้น ๆ ได้ดีกว่า

  1. องค์กรควรเลือกเอเจนซี่ที่มีประวัติผลงานที่ดี

การที่องค์กรเลือก เอเจนซี่ที่มีผลงานที่ผ่านมาดี เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ องค์กรควรตรวจสอบประวัติและผลงานที่ผ่านมาของเอเจนซี่ รวมถึงขอคำแนะนำและรีวิวจากลูกค้าคนอื่น ๆ เอเจนซี่ที่มีผลงานที่ดีและมีการแนะนำจากลูกค้าที่พอใจจะเป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถและความน่าเชื่อถือของเอเจนซี่นั้น ๆ

  1. องค์กรควรทำความเข้าใจการทำงานของเอเจนซี่ที่ต้องการเลือกอย่างละเอียด

อีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม คือ กระบวนการทำงานของเอเจนซี่ องค์กรควรทำความเข้าใจกระบวนการสรรหาและคัดเลือกของเอเจนซี่อย่างละเอียด การที่เอเจนซี่มีการสื่อสารที่ดีและกระบวนการทำงานที่โปร่งใสจะช่วยให้องค์กรสามารถติดตามและประเมินผลการสรรหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. องค์กรควรคำนึงถึงความคุ้มค่าที่ต้องใช้บริการเอเจนซี่

สุดท้าย องค์กรควรพิจารณา ค่าใช้จ่ายและความคุ้มค่า ของการใช้บริการจากเอเจนซี่ แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ไม่ควรพิจารณาเพียงแค่ราคาที่ถูกที่สุด องค์กรควรพิจารณาความคุ้มค่าของบริการที่ได้รับร่วมด้วย บางเอเจนซี่อาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแต่ก็มีบริการเสริมที่คุ้มค่า เช่น การทดสอบทักษะ การช่วยเหลือในการเริ่มงาน หรือการรับประกันความพอใจ

สรุป

ในตลาดงานที่มีการแข่งขันสูง การหาและคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสมเป็นงานที่ท้าทาย จากบทความนี้ เราจะเห็นว่า Recruitment Agency มีบทบาทสำคัญในการช่วยองค์กรค้นหาและคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพและเหมาะสม การใช้บริการของ Recruitment Agency ไม่เพียงแค่ประหยัดเวลาและทรัพยากร แต่ยังช่วยให้องค์กรได้พนักงานที่มีความสามารถและเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้เป็นอย่างดี แม้มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการประกาศรับสมัครเอง การเลือกใช้ Recruitment Agency ที่มีคุณภาพและประสบการณ์จะช่วยให้องค์กรมั่นใจได้ในคุณภาพของพนักงานที่สรรหามาและเพิ่มโอกาสในความสำเร็จขององค์กร การทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจาก Recruitment Agency มั่นใจได้ว่าการสรรหาบุคลากรจะเป็นเรื่องที่ง่ายและได้ผู้สมัครที่ตรงกับความต้องการของค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลในทุกขั้นตอน

บทความที่เกี่ยวข้อง

แนะนำตัวเองเวลาสัมภาษณ์ยังไงให้ได้งานด้วยหลักการ STAR Model

การสัมภาษณ์งานเป็นประสบการณ์ที่หลายคนอาจรู้สึกว่าท้าทาย บางคนอาจกังวลกับคำถามที่คาดไม่ถึง หรืออาจสัมภาษณ์งานเป็นครั้งแรก

Jo

01 Jun 2024 | 1 นาทีอ่าน

ไขข้อสงสัยทำไมหลายคนเลือกใช้ Recruitment Agency ในเมื่อหางานเองได้

“ ถ้าต้องการหางานใหม่ต้องใช้เวลานานแค่ไหน ? “ คำถามที่ผู้หางานหลายคนคิดกับตัวเอง แน่นอนว่าการค้นหางานที่เหมาะกับตัวเองเป

Jo

15 Mar 2024 | 1 นาทีอ่าน

แนะนำ 7 ทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงาน ถ้าอยากก้าวหน้าในอนาคต

ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าสภาพแวดล้อมในการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น ทำให้พนักงานต้องเรี

Jo

05 Mar 2024 | 1 นาทีอ่าน

เริ่มงานใหม่อย่างไร ? ให้ประสบความสำเร็จ!!!

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับการเริ่มงานใหม่ของทุกคนด้วยนะคะ แน่นอนว่าการเริ่มงานใหม่ก็เหมือนกับการเริ่มต้นใหม่ ต้องเจอ

Jo

15 Feb 2024 | 1 นาทีอ่าน

ทำไมกระบวนการ Onboarding ที่มีประสิทธิภาพถึงสำคัญกว่าที่คุณคิด

เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่าวิธีการทำงานจะเปลี่ยนไปขนาดไหน จะเป็นการทำงานแบบ Hybrid หรือ Flexible Work การมีพนักงานใหม่เข

Jo

23 Jan 2024 | 1 นาทีอ่าน