สร้าง Productive Environment ฉบับชาว Remote Work Developer

สร้าง Productive Environment ฉบับชาว Remote Work

admin

21 Jul 2022 | 1 นาทีอ่าน

สร้าง Productive Environment หัวใจหลักที่จะมาช่วยให้เหล่าคนทำงานแบบ Remote Work มีไฟในการทำงานต่อ จากความเหนื่อยล้าและความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานในห้องสี่เหลี่ยมแบบเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารูปแบบการทำงานนอกสถานที่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการ Work From Home หรือ Remote Work จะช่วยให้เราสะดวกขึ้นแถมยังมีเวลาส่วนตัวเพิ่มขึ้นมาก แต่พอเวลาผ่านไปจนถึงจุดอิ่มตัวเรากลับรู้สึกเบื่อและเหงาที่ต้องทำงานคนเดียว แถมอาการหมดไฟในการทำงานก็เกิดขึ้นตามมาติด ๆ

ซึ่งเมื่อเราหมดแพชชั่นหรือหมดไฟไปแล้ว แน่นอนว่าชีวิตในการทำงานของเราจะไม่สนุกเหมือนแต่ก่อน ทั้งขาดสมาธิในการทำงาน งานไม่เดิน งานที่ออกมาก็ไม่ดี เพราะฉะนั้นเราเริ่มมาทำความรู้จักกับการสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานกันเถอะ

ทำไม Productive Environment ถึงสำคัญกับชาว Remote Work

Burnout Syndrome หรือ อาการหมดไฟของคนทำงานเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องทำงานที่บ้าน อยู่กับบรรยากาศเดิม ในสถานที่เดิมซ้ำ ๆ จนพนักงานบางคนถึงกับเอ่ยปากว่าอยากกลับไปทำงานแบบเข้าออฟฟิศเหมือนเดิม เพราะต้องการอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง ได้เจอเพื่อนร่วมงานแบบตัวเป็น ๆ ไม่ใช่การเห็นกันผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกต่อไป

เหล่า Developer หรือคนที่ทำงานในสาย IT ต่าง ๆ เป็นอาชีพที่สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดอาการหมดไฟได้ง่าย เราจึงขอเสนอแนวทางให้กับทุกคนที่กำลังประสบปัญหาเหล่านี้ ไม่ว่าคุณจะทำงานเป็น Developer หรืออาชีพอื่น ๆ ก็ตาม ด้วยการสร้าง Productive Environment

มาเริ่มสร้าง Productive Environment กันเถอะ

Talance ขอเสนอ 3 วิธีง่าย ๆ ที่คอนเฟิร์มว่าทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่เหมาะสมให้กับตัวเอง ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มกันเลยดีกว่า

1. Productive ด้วยการพูดคุยเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างวัน

สำหรับนักพัฒนาโปรแกรมที่ต้องทำงานคนเดียวอาจเกิดความรู้สึกเบื่อและเหงา การหา Partner ที่เป็นนักพัฒนาโปรแกรมเหมือนกัน หรือเป็นคนในสายงาน IT เหมือนกันคอยพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องงาน ก็อาจทำให้การทำงานของคุณมีสีสันขึ้นมาได้ 

แต่หากใครที่ไม่สามารถหาเพื่อนที่ทำงานในสายงานเดียวกันมาร่วมพูดคุยระหว่างวันได้ การเปิดเพลง ฟังพอตแคสต์ หรือพูดคุยกับคนใกล้ตัวก็อาจเป็นทางออกที่ดีอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้การทำงานคนเดียวไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

หรือหากคุณเป็นองค์กรที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ล่ะก็ องค์กรเองก็ควรมีการจัด Meeting ระหว่างวันเพื่อให้เหล่าพนักงานได้มีการแลกเปลี่ยนเรื่องการทำงานรวมถึงเรื่องส่วนตัว เพื่อเป็นการลดความเครียดและช่วยให้การทำงานคนเดียวนั้นไม่เงียบเหงาจนเกินไป แถมยังเป็นการช่วยกระชับความสัมพันธ์กับคนในองค์กรได้เป็นอย่างดี

ข้อดีของการพูดคุยระหว่างการทำงาน

การพูดคุยเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างวันถือเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่จะช่วยสร้างความกระตือรือร้นในการทำงาน สร้างสีสัน ซึ่งถือเป็นตัวสร้างบรรยากาศในการทำงานได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นอย่าลืมที่จะพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานและคนรอบตัวกันด้วยนะ แต่ควรระมัดระวังว่าการพูดคุยนั้นจะไม่ทำให้เราขาดสมาธิในการทำงานไป ยึดเอาไว้เสมอว่าถึงแม้การพูดคุยระหว่างการทำงานจะสำคัญ แต่เรื่องงานก็ต้องมาเป็นอันดับ 1 เหมือนเดิม

2. Productive ด้วยการแบ่งเวลาทำงานให้ชัดเจน 

การทำงานที่บ้านอาจทำให้เราไม่ได้แบ่งสัดส่วนเรื่องเวลาการทำงานและเวลาส่วนตัวออกจากกันมากนัก ซึ่งจะต่างจากการทำงานแบบเข้าออฟฟิศโดยสิ้นเชิง เพราะการทำงานที่ออฟฟิศจะมีเวลาเข้างานและเลิกงานที่ชัดเจน แต่ในเมื่อเราไม่ได้เดินทางไปไหน ร่างกายก็อาจสับสนระหว่างการทำงานและการพักผ่อนได้ 

วิธีแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของเวลาทำงานและการพักผ่อนขณะทำงานแบบ Remote Work นั่นก็คือ การกำหนดเวลาทำงานให้ชัดเจน ซึ่งการกำหนดเวลาที่เหมาะสมนั้นเราจะพิจารณาจาก ช่วงเวลาที่ทำงานแล้วรู้สึก Active ที่สุด สมองปลอดโปร่ง สามารถทำงานได้อย่างลื่นไหล มีสมาธิ และไม่มีสิ่งรบกวน อันจะช่วยทำให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้น

ทั้งนี้เราได้หยิบยกเทคนิคดี ๆ ที่จะมาเป็นตัวช่วยในการแบ่งเวลาทำงานให้กับทุกคน โดยพิจารณาจากเวลาการตื่นนอน-เข้านอน และความรู้สึกในระหว่างวัน ซึ่งจะทำให้เราสามารถหาช่วงเวลาที่รู้สึก Active ที่สุดได้

ทำความรู้จักกับเทคนิคการทำงานตามนาฬิกาชีวิต

Productive Time
ที่มา : sleepscore

ทางเว็บไซต์ tuxsa ได้สรุปข้อมูลจากหนังสือ The Power of When เอาไว้ว่า ดร.ไมเคิล บรูส (Dr. Michael Breus) นักจิตวิทยาคลินิกชาวอเมริกัน ได้มีการเสนอวิธีการจัดสรรช่วงเวลาการทำงานตามนาฬิกาชีวภาพ หรือ Chronotype ซึ่งเป็นการแบ่งโดยอ้างอิงจากลักษณะของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 4 ชนิด ได้แก่ โลมา สิงโต หมี และหมาป่า อันจะช่วยทำให้เราสามารถเลือกช่วงเวลาในการทำงานได้อย่างถูกต้องตามศักยภาพของร่างกายคนในแต่ละแบบ 

ถ้าพร้อมแล้วลองมาดูกันดีกว่าว่าเราเป็นคนบุคลิกแบบไหนใน 4 รูปแบบนี้

1. บุคลิกแบบโลมา

คนแบบโลมาจะเป็นคนหลับไม่ลึกและตื่นง่าย ตื่นนอนด้วยความรู้สึกไม่ค่อยสดชื่น และจะรู้สึกอ่อนเพลียไปจนถึงตอนเย็น

ตื่นตัวมากที่สุดในช่วงกลางดึก และ Productive ตลอดทั้งวัน

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำงาน

  • เรียนรู้สิ่งใหม่ 15:00-21:00 น. 
  • ตัดสินใจ 16:00-23:00 น. 
  • นำเสนอไอเดีย 16:00-16:20 น. 
  • ระดมสมอง 05:00-08:00 น. และ 14:00-16:00 น.
2. บุคลิกแบบสิงโต

คนแบบสิงโตจะตื่นแต่เช้าตรู่ ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียเร็วตั้งแต่ช่วงบ่าย พอกลางคืนจะง่วงนอนเร็วและนอนหลับง่าย

ตื่นตัวมากที่สุดในช่วงกลางวัน และ Productive มากที่สุดในช่วงเช้า

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำงาน

  • เรียนรู้สิ่งใหม่ 08:00-12:00 น.
  • ตัดสินใจ 06:00-11:00 น.
  • นำเสนอไอเดีย 10:00-10:20 น.
  • ระดมสมอง 04:00-06:00 น. และ 20:00 – 22:00 น.
3. บุคลิกแบบหมี

คนแบบหมีจะมีการนอนหลับตามการขึ้น-ตกของพระอาทิตย์ มักใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงหลังตื่นในการปรับตัวให้ตื่นเต็มที่ และจะเริ่มรู้สึกเหนื่อยหรือง่วงตั้งแต่ช่วงเย็น เป็นคนหลับง่าย หลับลึก

ตื่นตัวมากที่สุดในช่วงสาย-ก่อนบ่าย และ Productive มากที่สุดในช่วงสาย

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำงาน

  • เรียนรู้สิ่งใหม่ 10:00-14:00 น.
  • ตัดสินใจ 15:00-23:00 น.
  • นำเสนอไอเดีย 13:40-14:00 น.
  • ระดมสมอง 06:00-08:00 น. และ 21:00-23:00 น.
4. บุคลิกแบบหมาป่า

คนแบบหมาป่าหากตื่นนอนเร็วจะมีอาการมึนงงไปจนถึงกลางวัน แต่พอตกช่วงบ่ายกลับไม่รู้สึกง่วงหรืออ่อนเพลียเลยไปจนถึงเที่ยงคืน

ตื่นตัวมากที่สุดในช่วงหนึ่งทุ่ม และ Productive มากที่สุดในช่วงสายและช่วงค่ำ

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำงาน

  • เรียนรู้สิ่งใหม่ 17:00-24:00 น.
  • ตัดสินใจ 17:00-24:00 น.
  • นำเสนอไอเดีย 17:00-17:20 น.
  • ระดมสมอง 07:00-09:00 น. และ 22:00-01:00 น

ทั้งนี้ นาฬิกาชีวิตของคนเราสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามอายุ เราไม่จำเป็นที่จะต้องมีบุคลิกนั้น ๆ เหมือนเดิมไปตลอด หมั่นลองสังเกตตัวเองและพิจารณาดูว่าเราเป็นคนบุคลิกไหนใน 4 รูปแบบนี้

ข้อดีของการแบ่งเวลาทำงานตามนาฬิกาชีวิต

การเรียนรู้ที่จะทำงานตามนาฬิกาชีวิตถือเป็นตัวช่วยให้กับเหล่าคนทำงาน Remote Work ได้เป็นอย่างดี เพราะการทำงานทั้งวันแต่ไม่มีความ Productive ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจน้อยกว่าการทำงานแบบ Productive เพียงไม่กี่ชั่วโมง อย่าลืมจัดสรรเวลาการทำงานและแบ่งเวลาให้ร่างกายกับสมองได้พักผ่อนจากการทำงานอย่างเพียงพอกันหล่ะ

3. Productive ด้วยการจัดแต่งสภาพแวดล้อม

การทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ดี คือ หัวใจหลักของการสร้างความ Productive เพราะฉะนั้นระหว่างการอ่านบทความนี้ เพื่อน ๆ ลองสังเกตสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ห้องที่ใช้ทำงานกันดูว่าสิ่งเหล่านั้นเอื้อให้เราทำงานได้อย่างสะดวกหรือเปล่า มีอะไรที่มากวนใจเราไหม แล้วเราสามารถจดจ่อกับงานได้อย่างเต็มที่หรือเปล่า

แต่หากรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ไม่เอื้อต่อการทำงานเท่าไหร่ เราอาจเริ่มลองปรับแต่งสภาพแวดล้อมง่าย ๆ ด้วยการจัดแต่งห้องใหม่ให้ดูน่าทำงานมากขึ้น หามุมสบายตา เก้าอี้ที่นั่งได้สบาย ๆ แสงไฟที่เหมาะกับการทำงาน มุมที่ไม่มีเสียงหรือคนอื่นมารบกวนการทำงานของเรา หรืออาจลองใช้ Stand-up desks โต๊ะที่สามารถปรับยืนได้ เพื่อสร้างความรู้สึกตื่นตัวขณะทำงานแถมยังได้ยืดเส้นยืดสายผ่อนคลายระหว่างการทำงานได้อีกด้วย

Developer Productive Environment
ที่มา : pinterest

ดูตัวอย่างการจัดโต๊ะทำงานตามแบบฉบับ Developer จัดโต๊ะยังไงให้ตอบโจทย์การทำงาน น่านั่ง สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน ได้ที่ nobrian.codes

แต่หากเบื่อสภาพแวดล้อมเดิมห้องเดิมที่เคยใช้ในการทำงาน เราอาจแก้ไขปัญหาด้วยการเปลี่ยนบรรยกาศการทำงานด้วยการทำงานนอกสถานที่ ยกตัวอย่างเช่น Co-working Space หรือร้านกาแฟใกล้บ้านที่บรรยากาศเหมาะสมกับการทำงาน คนไม่เยอะจนเกินไป เสียงเพลงไม่ดังจนรบกวนสมาธิการทำงาน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหาอาการเบื่อการทำงานแบบ WFH ได้เป็นอย่างดี

ข้อดีของการจัดแต่งสภาพแวดล้อมในการทำงาน

การจัดแต่งสภาพแวดล้อมในการทำงานเรียกได้ว่าเป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะนั่นถือเป็นสถานที่ที่เราใช้เวลาไปกับการทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงานส่วนใหญ่จึงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมนี้ ฉะนั้นใครที่อ่านมาจนถึงตรงนี้แล้ว หากพบแล้วว่าสภาพแวดล้อมของเราไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงาน ก็อย่าลืมปรับตามคำแนะนำที่เราให้ไว้กันด้วยนะ

สรุป

การสร้างบรรยากาศในการทำงานถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับคนทำงานแบบ Remote Work หรือใครก็ตามที่กำลัง Work From Home อยู่ เพราะปัจจัยทั้งเรื่องของกิจกรรม เวลา และสถานที่ เรียกได้ว่าเป็นองค์ประกอบที่จะช่วยสร้างประสิทธิภาพในการทำงานได้
รู้แบบนี้แล้วอย่าลืมนำข้อมูลที่ Talance นำเสนอไว้ไปปรับใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพูดคุยเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างการทำงาน การเรียนรู้ที่จะแบ่งเวลาการทำงานตามนาฬิกาชีวิต รวมไปถึงการจัดแต่งสถานที่ทำงาน เพราะทุกสิ่งจะช่วยให้คุณเกิดความ Productive ขึ้นได้แม้จะทำงานอยู่ที่บ้านหรือที่ไหนก็ตาม

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

บทความที่เกี่ยวข้อง